ช่วงหน้าฝนแบบนี้ การขับรถขณะฝนตก หรือบนถนนที่เปียก เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะอันตรายจากอาการ “เหินน้ำ” หรือที่เรียกว่า Hydroplaning
อาการเหินน้ำเป็นอาการที่เกิดขึ้นในช่วงที่ถนนเปียก และยางรถยนต์ไม่สามารถรีดน้ำออกจากถนนได้เร็วพอ ทำให้ยางไม่เกาะกับผิวถนน เป็นเหตุให้รถเสียการควบคุม และเกิดอาการลื่นไถล
SO WHEEL ได้รวบรวมสาเหตุที่ทำให้รถเกิดอาการเหินน้ำ ดังนี้
- 📌 ความเร็วขณะวิ่งผ่านแอ่งน้ำ ยิ่งขับรถมาเร็ว ความสามารถในการรีดน้ำของล้อรถก็จะยิ่งน้อยลง
- 📌 น้ำหนักของรถ หากรถมีน้ำหนักมาก ก็ยิ่งทำให้เกิดโอกาสเสียหลักได้ง่ายกว่า เช่น รถบรรทุก
- 📌 ดอกยางของยางรถ ความลึก และลักษณะของดอกยาง ถือเป็นส่วนสำคัญในการยึดเกาะ และรีดน้ำ หากดอกยางสึก หรือโล้นมาก ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงสูง
- 📌 ล้อรถ สำหรับรถที่มีหน้ายางเล็กจะเกิดอาการเหินน้ำง่ายกว่าล้อหน้ากว้าง ยางแก้มเตี้ย
- 📌 ลักษณะของพื้นผิวถนน หากเป็นพื้นคอนกรีตจะเกิดอาการเหินน้ำได้ง่ายกว่าถนนยางมะตอย เพราะยังมีร่องน้ำตามรูของพื้นผิวถนน แต่ถนนยางมะตอยก็เสี่ยงจะลื่นมากกว่าเมื่อพื้นเปียก
สำหรับวิธีป้องกัน หรือหลีกเลี่ยงอาการรถเหินน้ำ มีดังนี้
- 📌 ขับรถให้ช้าลงกว่าเดิม ขณะเกิดฝนตก หรือพื้นถนนเปียก
- 📌 พยายามขับรถเลี่ยงในจุดที่มีแอ่งน้ำ แต่อย่าหักพวงมาลัยหนีแบบกระทันหัน เพราะรถอาจลื่นไถล
- 📌 ขับรถตามรถคันข้างหน้า จะได้เห็นก่อนว่าตรงไหนมีแอ่งน้ำบ้าง โดนเว้นระยะห่างจากคันหน้าให้ปลอดภัย
- 📌 เช็กดอกยางรถของคุณ ว่ายังดีอยู่ หรือสึกโล้นไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว รวมถึงเติมลมยางให้เหมาะสม หากยางอ่อนเกินไปจะทำให้เกิดอาการเหินน้ำได้ง่ายขึ้น
📌 จับพวงมาลัยรถยนต์ให้แน่น หากเกิดอาการเหินน้ำ และให้แตะเบรกเบาๆ แต่ถ้ารู้สึกพวงมาลัยเบากว่าปกติ ให้ปล่อยรถชะลอตัวไป และห้ามเหยียบเบรกกะทันหันเด็ดขาด
แม้อาการรถเหินน้ำจะดูน่ากลัว และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ แต่ถ้าคุณขับรถอย่างมีสติ และระมัดระวัง เรื่องนี้ก็ไม่น่ากังวลอีกต่อไป



